หน้าแรก > คุย..สุขภาพ > กะทิคู่ครัวไทย

กะทิคู่ครัวไทย

ถ้าพูดถึงกะทิคนไทยเกือบทุกคนจะรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะได้กินอยู่เป็นประจำไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งข้าวแกง ขนมหวาน เป็นที่คุ้นเคยกับคนไทยมาแต่ยุคโบราณ วันนี้เลยจดบันทึกเรื่องกะทิเก็บไว้ สำหรับไว้อ่านเล่น หรือใครจะเอาไปทำอย่างอื่นก็ยินดีคับ เริ่มจดยันทึกเลยกันน่ะคับ

กะทิ (อังกฤษ: Cononut milk) เป็นส่วนประกอบในการทำอาหาร มีลักษณะเป็นน้ำสีขาวข้นคล้ายนม ได้มาจากการคั้นน้ำจากเนื้อมะพร้าวแก่ สีและรสชาติที่เข้มข้นของกะทิมาจากน้ำมันมะพร้าวและน้ำตาลมะพร้าวที่อยู่ในเนื้อมะพร้าว โดยมีรสชาติมันและหวานซึ่ง ขนมไทยนิยมใช้กะทิที่คั้นเองจากมะพร้าวขูดใหม่ๆ ถ้าคั้นกะทิจากมะพร้าวที่มีกลิ่นจะทำให้กลิ่นของขนมเสีย ทั้งกลิ่นและรสอาจเปรี้ยว แก้ไขได้ยากไม่สามารถจะกลบกลิ่นของกะทิได้ แม้แต่นำไปตั้งไฟกวน มะพร้าวเมื่อซื้อมา ถ้ายังไม่ใช้ ควรเก็บในตู้เย็น หรือต้องคั้นเป็นกะทิทันที และทำให้ร้อนหรือให้สุกก่อนถ้าต้องการ เก็บไว้ยังไม่ใช้ทันที การคั้นมะพร้าวเพื่อให้ได้หัวกะทิ จะนวดมะพร้าวก่อนใส่น้ำร้อนหรือน้ำสุกแต่น้อยนวดน้ำในมะพร้าวออกมาจะได้หัวกะทิข้นขาวในการทำขนมหวาน โดยต้องการใช้หัวกะทิข้น ๆ เพื่อให้ขนมน่ารับประทาน ผู้ประกอบขนมหวานไทยจึงควรมีความรู้เรื่องการคั้นมะพร้าวให้ได้กะทิที่ข้น

อะไรบ้างอยู่ในเจ้ากะทิ “กะทิประกอบด้วยกรดไขมันที่มีขนาดปานกลาง ซึ่งถูกย่อยได้ง่าย และเคลื่อนย้ายได้สะดวก เมื่อบริโภคเข้าไป จะผ่านลำคอไปยังกระเพาะเข้าสู่ลำไส้ แล้วไปถูกเผาผลาญให้เป็นพลังงานในตับโดยไม่ไปสะสมเป็นไขมันเหมือนกับน้ำมันไม่อิ่มตัวที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ ดังนั้นผู้บริโภคกะทิจึงแข็งแรงเพราะได้พลังงานทันทีที่บริโภคเข้าไป  อีกทั้งยังไปกระตุ้น  ให้ต่อมธัยรอยด์ทำงานได้ดีขึ้น ก่อให้เกิดความร้อน  จากผลของอุณหภูมิ thermo genesis ซึ่งช่วยในการเผาผลาญอาหารที่บริโภคเข้าไปพร้อมกัน ให้เปลี่ยนเป็นพลังงานแทนที่จะไปสะสมเป็นไขมันในร่างกาย   ยิ่งไปกว่านั้นความร้อนที่เกิดขึ้น ยังไปช่วยสลายไขมันที่ร่างกายสะสมอยู่ก่อนหน้านั้น ให้สลายตัวไปเป็นพลังงาน จึงทำให้ผู้บริโภคผอมลง

ประโยชน์ของกะทิ

  • คุณค่าทางอาหาร

กะทิประกอบไปด้วยไวตามิน แร่ธาตุ และอีเลคโทรไลท์ ซึ่งมีโปแตสเซียม แคลเซียม และคลอไรด์

  • ไขมันอิ่มตัว

ไขมันอิ่มตัวในกะทินั้นมีลักษณะเป็นลูกโซ่ขนาดสั้นและกลาง  กรดไขมันนี้สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ทันทีโดยไม่สะสมให้อ้วน  ดังนั้นถึงแม้จะมีไขมันอิ่มตัวในกะทิ  แต่กลับกลายเป็นว่ากะทิช่วยให้น้ำหนักลดได้ด้วย

  • กรดลอริค

ครึ่งหนึ่งของกรดไขมันลูกโซ่ขนาดกลางในกะทินั้นประกอบไปด้วยกรดลอริค  ซึ่งช่วยในการต่อต้านไวรัส แบคทีเรีย เชื้อจุลินทรีย์ และเชื้อรา  กะทิยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกายด้วย

  • ใช้ทดแทนนมได้

เราสามารถใช้กะทิแทนนมได้สำหรับผู้ที่ไม่สามารถบริโภคแลคโตสหรือแพ้นมจากสัตว์  เครื่องดื่มมังสวิรัตินี้ไม่มีถั่ว ไม่มีกลูเตน และไม่มีถั่วเหลืองด้วย

  • ช่วยรักษาอาการเจ็บป่วย

เป็นที่รู้กันดีว่ากะทิช่วยรักษาอาการคอเจ็บและโรคกระเพาะได้ดี

  • บำรุงผิว

กะทินี้ถูกใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางค์  เพื่อใช้ในการให้ความชุ่มชื้นต่อผิวและรักษาอาการผิวแห้งและเป็นผื่นแดง  นอกจากนี้ยังใช้กับผมและผสมน้ำอาบได้ดีอีกด้วย

เมื่อได้อ่านจนแน่ใจแล้วจึงขอสรุปได้ว่า  กะทินั้นเป็นอาหารที่มีประโยชน์  เอ้าช่วยกันร้องตะโกนดังๆด้วยความดีใจ  ทีนี้ละ บัวลอย  รวมมิตร ซ่าหริ่ม หรือขนมกะทิสารพันก็ดาหน้ากันเข้ามา ไชโย  อ๊ะๆ หยุดก่อน  อย่าได้หลงระเริงบริโภคเข้าไปเด็ดขาด  เพราะขนมต่างๆที่ว่านี้อุดมไปด้วยน้ำตาล  ซึ่งเป็นยาพิษต่อร่างกายดีๆนี่เอง  ดังนั้นการกินกะทิจึงยังคงเป็นอันตรายต่อสุขภาพต่อไป  เพราะกะทิก็ต้องตามมาด้วยน้ำตาล  จะกินกะทิอย่างเดียวไม่ใส่น้ำตาลก็จะจืดชืดหมดอร่อย  ทางที่ดีเลิกกินไปเช่นเดิมจะดีกว่า

อ้าวถ้าอย่างนั้น  พวกอาหารคาวที่ไม่ใส่น้ำตาลมาก  อย่างแพนง  แกงเขียวหวาน  แกงเผ็ด  ตลอดจนมัสมั่น  หรือแกงกะหรี่  พวกนี้จะกินได้หรือไม่  คำตอบก็คือรับประทานได้เพียงแต่ต้องระวังเนื้อสัตว์ที่ผสมมา  เช่นเนื้อหมูติดมัน หรือหนังไก่  ซึ่งมีไขมันมากทำให้อ้วนและมีคอเรสเตอรอลสูง

ผู้ที่รักสุขภาพนั้น  ผู้เขียนมีกฏง่ายๆที่จะใช้ในการเลือกอาหารเพื่อสุขภาพ  ถ้าเชื่อกฏนี้จะไม่ต้องคิดมากในเวลากินอาหาร  กฏที่ว่านี้คือ “อย่ากินอาหารใดๆที่เป็นอาหารที่ไม่ได้มาจากธรรมชาติ  อาหารที่ปรุงแต่งหรือมีกรรมวิธีซับซ้อน  เรียกว่าเป็นโพรเซสฟู้ด ไม่สมควรบริโภค”

ยกตัวอย่างง่ายๆเช่น  อาหารกระป๋อง  พวกมันฝรั่งทอดชิบส์  แป้งขัดขาวทำเป็นขนมปัง  เนยเทียม  น้ำตาลเทียม  ของเทียมๆทั้งหลายที่อ้างว่าทานแล้วดีต่อสุขภาพนั้น  เป็นสิ่งหลอกลวงทั้งสิ้น  ทั้งนี้ก็เพราะของเหล่านี้เกิดจากการปรุงแต่งที่ไม่ธรรมชาติ  ใช้สารอื่นทดแทน  ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายไม่สามารถเข้าใจว่าทำมาจากอะไร  ก็เลยเอาไปใช้ไม่ได้  ได้แต่เก็บเข้ากรุ  คือตามต้นขาและหน้าท้อง  อย่างไขมันมะพร้าวนี้  บริโภคแล้วร่างกายจ๊ะเอ๋  อุ้ยตายเพื่อนเก่า  มามาเอามาใช้ได้เลย  จึงไม่มีอันตรายต่อสุขภาพ

คนที่ดัดจริตเลือกกินของที่เป็นโปรเซสฟู้ดมากๆนั้นเองที่จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งได้มาก  ประเภทที่เลือกขนมปังเติมแคลเซี่ยม  ทาด้วยมาจารีนไขมันศูนย์เปอร์เซ็นต์  ทาด้วยแยมทำจากน้ำตาลเทียม  แล้วระเริงใจคิดว่าตัวเฮลตี้นั้น  ขอบอกว่าร่างกายเอาของพวกนี้ไปใช้ไม่ได้เลย  มีแต่เก็บเอาไว้รอวันเป็นมะเร็งนั่นเอง

ถึงตอนนี้คนรักกะทิคงจะอมยิ้มแก้มป่อง  วางแผนกินขนมกันให้หนำใจ  ก็ระวังกันหน่อยแล้วกัน  อะไรก็แล้วแต่อยู่ที่ความพอดีเท่านั้นครับ[แหล่งข้อมูล : http://www.thailanews.net]

หมวดหมู่:คุย..สุขภาพ
  1. ยังไม่มีความเห็น
  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: