หน้าแรก > คุยทั่วๆไป > การนำระบบ อินทราเน็ต มาใช้ในบริษัทสถาปนิก

การนำระบบ อินทราเน็ต มาใช้ในบริษัทสถาปนิก

มิถุนายน 4, 2011 ใส่ความเห็น Go to comments

การนำระบบ อินทราเน็ต มาใช้ในบริษัทสถาปนิก
(How to use Intranet in an Architectural Firm)

 

บริษัท สถาปนิก เป็นองค์กรธุรกิจที่ทำงานด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมเป็นงานหลัก วิธีการ ปฏิบัติงาน มีลักษณะที่ แตกต่าง จาก บริษัทธุรกิจทั่วไป หลายประการ ซึ่ง บริษัทสถาปนิก จะทำงาน โดยเน้นข้อมูล ลักษณะ เป็นโครงการ ที่มีระยะเวลา ในการทำงาน เกินกว่าหนึ่งปีขึ้นไป และ งานเอกสาร ของบริษัทสถาปนิก ส่วนใหญ่ อยู่ในรูปแบบ ของ แบบก่อสร้าง ทางสถาปัตยกรรม ดังนั้น การนำเทคโนโลยี ของอินเตอร์เน็ต มาใช้ ภายในองค์กร ที่เรียกว่า “อินทราเน็ต” กับ บริษัทที่เป็นสำนักงาน ออกแบบ สถาปัตยกรรม จึงต้อง มีลักษณะ และ รูปแบบที่แตกต่าง ไปจากองค์กรประเภทอื่นๆ บทความนี้ จะกล่าวถึง ความหมาย ของ อินทราเน็ต, ประโยชน์ ของ ระบบนี้ ส่วนประกอบ ต่างๆ ของ ระบบ ขั้นตอน การพัฒนาระบบ รวมทั้ง ซอฟต์แวร์ และ ฮาร์ดแวร์ ที่เกี่ยวข้อง โดยข้อมูล และ การวิเคราะห์ เน้นเฉพาะ ระบบอินทราเน็ต ในส่วนที่ นำมาใช้ใน บริษัท สถาปนิก เนื้อหา ส่วน การวิเคราะห์ ในเรื่อง ระบบ จะ พิจารณา ใน ด้านการบริหาร เป็นหลัก

บทนำ

ปัจจุบันข้อมูลข่าวสาร เป็นปัจจัยสำคัญในการประกอบธุรกิจทุกประเภท มีผู้กล่าวว่าผู้ครอบครองข้อมูลที่ดีกว่า จะเป็นผู้ได้เปรียบในการแข่งขันและจะเป็นผู้ชนะในการต่อสู้ในที่สุด เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นสาขาวิชาที่ว่าด้วยการนำข้อมูลมาประมวลผล, วิเคราะห์ และจัดการให้เป็นประโยชน์ในการใช้งาน โดยอาศัยเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์ มาช่วยในการทำงานด้านการเก็บข้อมูลและประมวลผล
บริษัทสถาปนิก เป็นองค์กรธุรกิจอีกประเภทหนึ่งที่ต้องอาศัยข้อมูลจำนวนมาก ทั้งคุณภาพและปริมาณ โดยรูปแบบของข้อมูลส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นกราฟฟิก ทำให้มีความแตกต่างไปจากจากองค์กรธุรกิจประเภทอื่นๆ
ในอดีตที่ผ่านมา เทคโนโลยีและโปรแกรม ที่ใช้เก็บข้อมูลมีหลากหลายรูปแบบ ถ้าผู้ใช้งานต้องการอ่านข้อมูลประเภทใด จะต้องใช้โปรแกรมที่พัฒนามาสำหรับข้อมูลชนิดนั้นๆโดยเฉพาะ แม้ว่าจะมีการพัฒนาให้โปรแกรมบางตัว สามารถอ่านข้อมูลข้ามระบบได้บ้าง แต่ไม่ได้เป็นมาตรฐานที่ให้ทุกคนยอมรับเป็นสากล ปัญหานี้ก่อให้เกิดอุปสรรคในการทำงานของผู้ใช้งานเป็นอย่างมาก และโดยเฉพาะในบริษัท สถาปนิกที่ข้อมูลส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบกราฟฟิกด้วยแล้ว ปัญหานี้ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เนื่องจากโปรแกรมที่ใช้ดูกราฟฟิก มักเป็นโปรแกรมที่มีขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนมากกว่าโปรแกรมอื่นๆ ผู้ใช้งานต้องเรียนรู้คำสั่งการใช้งาน นานกว่าที่จะสามารถเรียกข้อมูลมาใช้งานได้
เทคโนโลยีใหม่ ที่มีแนวโน้มจะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ทั้งหมดตามที่กล่าวมาแล้วได้ น่าจะเป็นระบบ เทคโนโลยีด้าน อินทราเน็ต ในบทความนี้เราจะมาศึกษากันว่า ระบบนี้ทำงานอย่างไร, มีประโยชน์อย่างไรและเราจะติดตั้งระบบนี้ได้อย่างไร

บทที่ 1 อินทราเน็ตคืออะไร

คำจำกัดความของ อินทราเน็ต นั้นสามารถกล่าวให้เข้าใจได้ง่ายๆคือ การที่องค์กรหนึ่งนำวิธีการใช้งาน และใช้ข้อได้เปรียบของเทคโนโลยี อินเตอร์เน็ต มาใช้ภายในองค์กร โดยจำกัดขอบเขตการใช้งานส่วนใหญ่ อยู่เฉพาะภายในเครือข่ายของตนเท่านั้น แต่ถ้ามีการใช้ระบบเดียวกันเชื่อมต่อกับภายนอก จะถือว่าส่วนที่เชื่อมต่อกับภายนอกนั้น เป็นการทำงานด้านระบบ อินเตอร์เน็ต
ประวัติของ อินทราเน็ต นั้น เริ่มเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในปี พ.ศ. 2539 (1996) นี้เอง แต่ มีผู้เริ่มพูด ถึงชื่อนี้ ตั้งแต่เมื่อ สี่ปีก่อนหน้านี้ มาแล้ว หลังจากนั้น ระบบ อินทราเน็ต ได้ก่อกระแสความนิยม ที่เหมือนคลื่นกระแทกไปทั่วโลก จน ทำให้ ดูราวกับว่า เทคโนโลยี และการพัฒนาเกือบทั้งหมดในวงการคอมพิวเตอร์ มุ่งไปสู่ การพัฒนา เทคโนโลยี ด้านนี้เพียง ด้านเดียว
ในยุคแรกๆ ระบบนี้มีชื่อเรียกกันหลายชื่อ เช่น แคมปัสเน็ตเวอร์ท, โลเคอร์อินเตอร์เน็ต, เอ็นเตอร์ไพร์ทเน็ตเวอร์ท เป็นต้น แต่ที่รู้จักกันมากที่สุดคือชื่อ อินทราเน็ต ชื่อนี้กลายเป็นชื่อยอดนิยมและใช้มาจนถึงปัจจุบัน

หลายๆองค์กรทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา เริ่มมองเห็นอนาคตและประโยชน์ของระบบนี้ จึงเริ่มพัฒนาและนำระบบอินทราเน็ตเข้ามาใช้ในองค์กรทดแทน หรือเสริมระบบเดิมแบบทีละน้อยๆ ตัวอย่างของบริษัทเหล่านี้ได้แก่ บริษัท Tower Records ซึ่งเป็นบริษัทจำหน่าย ซีดีเพลง ในสหรัฐอเมริกา บริษัทนี้ต้องการกระจายข้อมูลต่างๆเป็นจำนวนมากไปยังพนักงาน และส่วนการทำงานต่างๆ ตัวอย่างของข้อมูลที่กระจายออกไปเช่น รายชื่อเพลงใหม่ของบริษัท, กำหนดการแสดงต่างๆ รวมทั้งราคาขายสินค้า บริษัทนี้ใช้ อินทราเน็ต ทำงานด้านนี้ทดแทนการทำงานของโปรแกรม GroupWare ของเดิมที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

อีกตัวอย่างหนึ่งได้แก่ บริษัท Boeing ซึ่งเป็น บริษัทออกแบบ และประกอบเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ใช้ระบบอินทราเน็ตส่งข่าวสารการออกแบบ ไปยังส่วนงานต่าง

บริษัท Entertainment Group ได้ใช้ระบบอินทราเน็ต กระจายข่าวสารและงานประชาสัมพันธ์ของบริษัท ทำให้องค์กรนี้สามารถลดปริมาณการใช้กระดาษลงได้เป็นอย่างมาก เป็นต้น

มีตัวเลขอ้างว่าในปี พ.ศ. 2538 (1995) มี อินเตอร์เน็ต Web Site ทั่วโลกถึงสามหมื่นแห่ง แต่จะมี Web Site ของอินทราเน็ต มากกว่าถึงสี่เท่าหรือ หนึ่งแสนสองหมื่นแห่งเลยทีเดียวด้วยตัวเลขอ้างอิงนี้ย่อมทำให้ เราเห็นภาพได้อย่างชัดเจนแล้วว่า อินทราเน็ต แพร่หลายมากเพียงใด

บทที่ 2 ลักษณะการทำงานของบริษัทสถาปนิก

บริษัทสถาปนิกที่จะกล่าวถึง ในรายงาน ฉบับนี้คือ องค์กรธุรกิจภาคเอกชนที่มี รายได้หลัก มาจากการออกแบบสถาปัตยกรรม บริษัทประเภทนี้มีวิธีการทำงาน และการใช้ข้อมูลแตกต่างจากธุรกิจประเภทอื่นๆ หลายประการ ตัวอย่าง ที่พอจะกล่าวถึงได้ คือ การทำงาน ของสถาปนิก จะแบ่งงาน ออก เป็นโครงการย่อยๆ โดยแต่ละโครงการจะใช้เวลามากกว่า 1 ปีและ บางโครงการที่มีขนาดใหญ่ จะใช้เวลาถึง 7 ปี เวลาที่ใช้ในแต่ละโครงการรวมเวลาตั้งแต่ได้รับข้อมูลความต้องการของลูกค้า จนกระทั่งก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จ รูปแบบของเอกสารที่ใช้งานในบริษัทแบบนี้มากกว่า 50%อยู่ในรูปแบบของแบบก่อสร้างทางสถาปัตยกรรม ซึ่งมีทั้งแบบที่เป็น สองมิติ และ สามมิติ นอกจากนี้องค์กรประเภทนี้จะมีการแบ่งการทำงานเป็นส่วนงานต่างๆ ที่ผิดไปจากบริษัทอื่น ตัวอย่างของส่วนงานที่แตกต่างจากองค์กรอื่นๆคือ ส่วนงานออกแบบสถาปัตยกรรม, ส่วนงานเขียนแบบสถาปัตยกรรม, ส่วนงานประมาณราคา, ส่วนงานจัดทำรายการก่อสร้าง, ส่วนงานบริหารโครงการ ดังนั้นด้วยรูปแบบการทำงาน และรูปแบบของข้อมูลที่แตกต่างไปจากการทำงานขององค์กรอื่นๆ ทำให้เมื่อเรานำ อินทราเน็ต มาใช้ในองค์กรประเภทนี้จึงต้องมีการศึกษา และดำเนินการเป็นพิเศษ

บทที่ 3 ประโยชน์และข้อดีในการนำ อินทราเน็ต มาใช้ในองค์กรสถาปนิก

สามารถแบ่งออกได้เป็นสองส่วน คือ ประโยชน์ และข้อดีที่เกิดกับองค์กรทั่วไป และที่เกิดกับ บริษัท สถาปนิกโดยตรง รายละเอียดของประโยชน์ทั้งสองส่วนมีดังนี้

1. ประโยชน์และข้อดีที่เกิดกับองค์กรทั่วไป โดยประโยชน์นี้ จะเกิดกับทุกองค์กร ที่ได้นำ อินทราเน็ต มาใช้ รายละเอียดต่างๆมีดังนี้คือ

1.1 การนำ อินทราเน็ตมาใช้งาน จะเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า เมื่อเทียบกับซอฟต์แวร์ ประเภท GroupWare โดยสามารถทำงานได้คล้ายกันทั้งนี้เนื่องจาก ซอฟต์แวร์ หลายตัวของ อินเตอร์เน็ต ที่สามารถนำมาใช้ใน อินทราเน็ต สามารถ download จากอินเตอร์เน็ต มาใช้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเลย ตัวอย่างเช่น Microsoft Internet Explorer
1.2 ลดปัญหาเกี่ยวกับ ฮาร์ดแวร์ เนื่องด้วย อินทราเน็ต ที่พัฒนาจาก อินเตอร์เน็ต นั้นมีแนวความคิดหลักที่ให้ระบบนี้ สามารถทำงานได้บนฮาร์ดแวร์ หลากหลายรูปแบบเช่นสามารถใช้งาน อินเตอร์เน็ตบนเครื่องที่ใช้ Windows, Macintosh, หรือ UNIX เป็นต้น ระบบ อินทราเน็ต สามารถติดต่อสื่อสารกับ ฮาร์ดแวร์ เหล่านี้ได้ทั้งหมด และถ้าองค์กรใดมีระบบ Ethernet Local Area Network (LAN) อยู่แล้ว สามารถพัฒนาระบบนี้ บนเครือข่ายของปัจจุบันใช้ได้ทันที
1.3 ลดปัญหาในการพัฒนาระบบ จากเดิมที่มีหลากหลายรูปแบบ หลากหลายโปรแกรม โดยองค์กร สามารถใช้เครื่องมือพัฒนาในรูปแบบเดียวคือ ใช้เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาระบบของ อินเตอร์เน็ต, อินทราเน็ต เช่นภาษา Java, ภาษา HTML (Hyper Text Markup Language) หรือ CGI (Common Gateway Interface) ซึ่งสามารถทำงานบน แพลทฟอร์มใดๆ ตัดปัญหาการจ้างผู้พัฒนาระบบจากหลาย แพลทฟอร์ม และการบำรุงรักษาระบบ รวมทั้งแก้ไขปัญหาระบบในภายหลังลงได้เป็นอย่างมาก
1.4 ลดเวลาในการฝึกอบรมพนักงาน (Users) เนื่องจากการทำงานของ อินทราเน็ต ใช้ ไคลเอนต์ซอฟต์แวร์ เป็น เวบเบราเซอร์เพียงตัวเดียว ข้อมูลทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นไปรษณีย์อิเล็กโทรนิคส์ การเรียกใช้ข้อมูลต่างๆ สามารถใช้งานบน เวบเบราเซอร์เพียงตัวเดียว หากผู้ใช้งานเคยใช้งาน อินเตอร์เน็ต มาก่อนแล้ว ยิ่งไม่ต้องเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมอีก
1.5 ข้อมูลในระบบ อินทราเน็ต จะทันสมัยอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากระบบของ อินทราเน็ต สามารถเชื่อมต่อกับ ฐานข้อมูลของบริษัทได้โดยตรง เมื่อเราแก้ไขข้อมูลในฐานข้อมูลใดๆ ข้อมูลที่ปรากฏใน อินทราเน็ต จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย และด้วยระบบนี้จะช่วยกระจายข่าวสาร ไปทั้งองค์กรอย่างทั่วถึงในทันที
1.6 ระบบไปรษณีย์อิเล็กโทรนิคส์ เป็นประโยชน์อีกอย่างหนึ่งของ อินทราเน็ต และช่วยในการทำงานด้าน documentation work flow รวมทั้งไปรษณีย์อิเล็กโทรนิคส์ ที่ตั้งขึ้นในระบบอินทราเน็ต สามารถเชื่อมต่อกับ ระบบอินเตอร์เน็ตได้ในทันทีถ้าต้องการ
1.7 เราสามารถค้นหา ข้อมูลทั้งหมดในองค์กรได้ง่ายกว่าที่ผ่านมาในอดีต โดยจำลองเทคนิคการหาข้อมูล ที่ใช้กันอยู่ในอินเตอร์เน็ต มาใช้กับ ระบบอินทราเน็ตของเรา ตัวอย่าง การค้นหาข้อมูลที่นิยมกัน ได้แก่ โปรแกรมที่ใช้ ณ. site yahoo.com เป็นต้น

2. ประโยชน์และข้อดีในการใช้ อินทราเน็ต ภายในบริษัท สถาปนิก พอที่จะแจกแจงได้ดังนี้

2.1 ประโยชน์ในการอ่านข้อมูลที่จัดทำอยู่ในรูปแบบแบบก่อสร้างซึ่งมักจะจัดทำเป็น ไฟล์ ประเภท *.DWG ที่เป็นรูปแบบของ ไฟล์ แบบก่อสร้างที่บริษัท สถาปนิกในประเทศไทยเกือบทั้งหมดใช้กัน เราสามารถเรียกใช้ข้อมูลนี้ผ่าน เวบเบราเซอร์ได้หลายวิธี เช่น ผ่าน Web helper ซึ่งจะไปเรียกใช้ ซอฟต์แวร์ ที่อ่านข้อมูล “*.DWG” ได้โดยตรง เช่น โปรแกรม “AutoCAD”, โปรแกรม “Aview” หรือเราอาจ ใช้โปรแกรม DRAWING Librarianที่เป็น plug-ins ในเวบเบราเซอร์ ซึ่งสามารถอ่านข้อมูลได้ในทันที ที่เราเลือกข้อมูลชนิดนี้ การตัดสินใจว่าองค์กรของเราจะใช้วิธีใด ขึ้นอยู่กับ ความต้องการที่ผู้ใช้จะแค่ดูข้อมูลคร่าวๆ หรือต้องการทำการแก้ไขข้อมูลด้วย นอกจากในโปรแกรม รุ่นใหม่ของ AutoCAD มีรูปแบบของข้อมูลชนิดใหม่ที่สามารถนำแบบที่ เก็บด้วยโปรแกรมนี้ นำมาแสดงได้ด้วย เวบบราวเซอร์ โดยตรงอีกด้วย
2.2 ถ้าสามารถแปลงข้อมูล แบบก่อสร้าง ในรูปแบบ *.DWG มาเป็นรูปภาพเช่น *.GIF, *.JIP เวบเบราเซอร์ ในระบบ อินทราเน็ต จะสามารถอ่านข้อมูลเหล่านี้ได้ทันที โดยไม่ต้องใช้โปรแกรมใดๆเพิ่มเติมอีก ซึ่ง จะมีประโยชน์มาก ในการทำสารบัญข้อมูลของแบบก่อสร้างในโครงการต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการค้นหา และ อ้างอิงในภายหลัง การแปลงข้อมูลอยู่ในรูป GIF และ JIP นี้มีข้อดีที่ขนาดของ ไฟล์ ข้อมูล มีขนาดเล็ก การเรียกข้อมูลมาใช้งานจะทำได้เร็วกว่าการเรียกข้อมูลจาก file ข้อมูลใน AutoCAD โปรแกรม ที่ใช้แปลงข้อมูล จาก ไฟล์ AutoCAD เป็น ไฟล์ GIF หรือ JIP มีหลายโปรแกรมเช่นโปรแกรม Image Magick เป็นต้น หรือมีวิธีง่ายกว่านั้นแต่ต้องลงทุนซื้อฮาร์ดแวร์ประเภท สแกนเนอร์ ขนาดใหญ่ ( เครื่อง สแกนเนอร์ นี้ต้องสแกนเอกสารได้อย่างน้อยเท่ากับ กระดาษขนาด A0 ซึ่งเป็น ขนาด แบบก่อสร้าง มาตรฐาน) แล้ว ใช้วิธี สแกน แบบก่อสร้าง ที่มีอยู่แล้วเป็น ไฟล์รูปภาพที่ต้องการโดยตรง วิธีนี้ เสียค่าใช้จ่าย มากกว่า วิธีการ แปลง ไฟล์ แต่มีข้อดีคือ ข้อมูลของแบบก่อสร้างที่อยู่ใน ระบบ อินทราเน็ต จะ เป็น ข้อมูลที่มีความ ทันสมัยมากกว่าข้อมูลที่ได้จากการวิธีแปลง ไฟล์ ของ AutoCAD เป็น GIF หรือ JIP เพราะ ในระหว่างการทำงานจริง โดยเฉพาะช่วงการก่อสร้างอาคาร มัก จะมีการแก้ไข แบบก่อสร้าง เป็น ระยะๆ และ การแก้ไขในขั้นตอนนี้ จะใช้วิธีเขียนด้วยมือ มากกว่าการแก้ไขด้วยเครื่อง คอมพิวเตอร์
2.3 การได้ประโยชน์จากการทำงานแบบ Documents Works Flow ซึ่งเดิม เป็น ความสามารถ อย่างหนึ่ง ของ GroupWare เช่น Lotus Note, Novell GroupWise เป็นต้น แต่ในปัจจุบัน เรา สามารถ นำความสามารถ ในเรื่องนี้ของระบบ อินทราเน็ต มาใช้แทนการทำงาน ของ GroupWare ใน ราคาที่ถูก กว่ามาก การทำงานแบบ Documents Works Flow มีประโยชน์อย่างมาก ในการทำงาน แบบ โครงการ เพราะ โครงการหนึ่งๆ มีเอกสาร และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับส่วนงานหลายส่วนในเวลาเดียวกัน
2.4 การพัฒนาทางเทคโนโลยี อินทราเน็ต ในด้านรูปภาพ 3 มิติ ที่เรา สามารถ เคลื่อนที่ เข้าไป ดูในวัตถุ นั้น ราวกับ มีสิ่งของนั้นจริง หรือที่เรียกว่า VRML (The Virtual Reality Modeling Language) เป็น ประโยชน์สำหรับ สถาปนิกที่ออกแบบ งานสถาปัตยกรรมเป็นอย่างมาก เพราะการพัฒนาการสร้าง Model สามมิติ ในปัจจุบัน แม้จะมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์มากมาย ที่ช่วยเหลือในการทำงาน แต่ โปรแกรมเหล่านั้น มัก จะ มีคำสั่งค่อนข้าง ซับซ้อน, ใช้เวลาที่จะเรียนรู้ และใช้เวลาทำงานแต่ละชิ้นงานค่อนข้างนาน อีกทั้ง การส่งผ่าน ข้อมูล และอ่านข้อมูล ต้องใช้โปรแกรมเฉพาะของผู้ผลิตแต่ละรายๆไป เช่น ไฟล์ ข้อมูล ของ โปรแกรม 3D-Studio ต้องใช้โปรแกรมนี้เปิดดูได้เท่านั้น เป็นต้น หรือถ้าต้องการให้โปรแกรมอื่นๆ เปิดดูได้ ต้องแปลงข้อมูล ออกมาเป็นข้อมูลรูปภาพเสียก่อน แต่ด้วยระบบของ อินทราเน็ต เรา สามารถ อ่านข้อมูลนี้ ผ่าน เวเลนซีราเบอร์ ที่มี Plug-ins เพิ่มเติมได้ สถาปนิก และผู้เกี่ยวข้อง หรือแม้แต่ลูกค้าสามารถดูข้อมูล งานออกแบบ งานสถาปัตยกรรม แบบสามมิติได้ทันที และสถาปนิกสามารถใช้ประโยชน์นี้ นำเสนอ ผลงานของตน ให้กับลูกค้า และเจ้าของงานได้อย่างกว้างขว้างยิ่งขึ้น เรา จะกล่าวถึงเรื่องนี้ โดยละเอียด อีกครั้ง ใน ภายหลัง

บทที่ 4 องค์ประกอบของ อินทราเน็ต สำหรับบริษัท สถาปนิก

ปัจจัยหลักที่ใช้ในการพัฒนา อินทราเน็ต ประกอบด้วย Servers และซอฟต์แวร์ของเครื่องลูกข่าย, ระบบ การติดต่อ สื่อสาร และ เครื่องมือ สำหรับพัฒนา อินทราเน็ต รายละเอียดต่างๆ มีดังนี้ (โดยตั้งสมมุติฐานว่าองค์กรนี้ มี ระบบ เครือข่าย ท้องถิ่น ของ ตนเองอยู่แล้ว)

1. Server ประกอบด้วย

1.1 Web Server เนื่องจาก บริษัท สถาปนิก ในประเทศไทยส่วนใหญ่ ไม่ใช่ บริษัทที่มี ขนาดไม่ใหญ ่มากนัก จำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ ในบริษัท อยู่ในราว ไม่เกิน 10 เครื่อง สำหรับ บริษัทขนาดเล็ก และ 10-40 เครื่อง สำหรับบริษัทขนาดกลางและ 40 เครื่อง ขึ้นไป สำหรับ บริษัทขนาดใหญ่ ดังนั้น ฮาร์ดแวร์ ที่เหมาะสมของ Web Server น่าจะเป็นเครื่องประเภท PC ที่ใช้ ระบบ ปฏิบัติการ เครือข่าย Windows NT, หรือ NetWare 4.11 หรือ Linux ซึ่ง เป็น โปรแกรม UNIX ที่ทำงานบนเครื่องระดับ PC การเลือกใช้โปรแกรมชนิดใด ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม และ ความเชี่ยวชาญขององค์กรนั้นๆ โดย ฮาร์ดแวร์ ที่เหมาะสม สำหรับ Web Server ในกรณีนี้ ควรจะเป็น ดังนี้ คือ CPU ขนาด เพนเทียม III ขึ้นไป RAM ขนาด 256 M-Byte ขึ้นไป Hard disk อย่างต่ำ 20 G-Byte สาเหตุที่ต้องกำหนดขนาดของ RAM และ Hard disk ค่อนข้างมากเนื่องจาก อินทราเน็ต ของ บริษัทสถาปนิก ต้องทำงาน แบบกราฟฟิก เป็นส่วนใหญ่
1.2 News Server ใช้เป็น Server สำหรับการ กระจายข่าวสาร และกระดานข่าวอิเล็กโทรนิค
1.3 Electronic Mail Server เพื่อใช้ส่งจดหมายระหว่างผู้ทำงาน และสนับสนุนการทำงานของ Document Work flow โดย New Server และ Electronic Mail Server สามารถติดตั้งใน ฮาร์ดแวร์ เดียวกับ Web Server ได้

2. อุปกรณ์และซอฟต์แวร์ของเครื่องลูกข่าย ประกอบด้วย เวบ เบราเซอร์ ซึ่งเป็น ซอฟต์แวร์ หลักในการติดต่อสื่อสารกับ Web Server โดยทั่วไปเครื่องลูกข่ายของ บริษัท สถาปนิก มักเป็น PC อาจมี เครื่องประเภท Macintosh บ้างเล็กน้อย ดังนั้นเพื่อเป็นการประหยัดอาจใช้ อินเตอร์เน็ต Explorer ของ Microsoft ซึ่งแจกฟรี แต่ถ้ามีงบประมาณบ้างอาจใช้ Netscape Navigator ซึ่งเป็น เวบเบราเซอร์ที่ดีมากตัวหนึ่ง ส่วน ระบบไปรษณีย์อิเล็กโทรนิคส์ ของตัวลูกข่าย เวบเบราเซอร์ ทั้งสองตัวมีอุปกรณ์สนับสนุนระบบไปรษณีย์อิเล็กโทรนิคส์ ในตัวอยู่แล้ว
3. ระบบติดต่อสื่อสาร TCP/IP จะต้องถูกติดตั้งเพื่อเป็นตัวเชื่อมเครือข่ายมาตรฐาน โดยถ้าระบบ แลนของเราเป็น Ethernet อยู่แล้ว เราสามารถนำ TCP/IP มาใช้โดยไม่ยากนัก เพราะ TCP/IP ติดต่อสื่อสารบนระบบ Ethernet อยู่แล้ว
ถ้าเราต้องการเชื่อมต่อ อินทราเน็ต ของบริษัทกับ อินเตอร์เน็ต ภายนอก ควรติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติมคือ โปรแกรมประเภท Fire Wall เพื่อกันผู้บุกรุกจากภายนอกองค์กร ระบบ Five Wall จะช่วยป้องกันผู้ที่ไม่มีสิทธิใช้งาน อินทราเน็ต ของเราเข้ามาใช้และอ่านข้อมูลหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบ
4. เครื่องมือสำหรับการพัฒนา อินทราเน็ต ปัจจุบันมีอยู่หลายตัวและหลายค่าย เช่น ภาษา Java, โปรแกรมสำหรับสร้าง Home page, HTML, VRML ฯลฯ อุปกรณ์ และ โปรแกรมเหล่านี้มีประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ดูแล และผู้พัฒนาระบบ อินทราเน็ต ในองค์กร เพราะช่วยประหยัดเวลาในการพัฒนา และเปลี่ยนแปลงข้อมูลใน อินทราเน็ต ของตน สำหรับ โปรแกรม ที่น่าสนใจสำหรับเรื่องนี้ตัวหนึ่งได้แก่ Microsoft Front Page เป็นต้น

บทที่ 5 ข้อมูลที่ ควรเก็บไว้ใน ระบบอินทราเน็ต

การวิเคราะห์ว่า ข้อมูลใดควรนำมาเก็บไว้ในระบบอินทราเน็ต แบ่งได้เป็นสองส่วนใหญ่ เหมือนการวิเคราะห์เรื่องประโยชน์ที่ได้รับจาก อินทราเน็ต คือ ข้อมูลที่ใช้กับองค์กรทั่วไป กับข้อมูลที่ใช้ในบริษัทสถาปนิก ดังมีรายละเอียดดังนี้

1. ข้อมูลที่ใช้สำหรับองค์กรทั่วไป ได้แก่

  • 1.1 ข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรบุคคล ปกติข้อมูลเหล่านี้จำเป็นต้องทันสมัย และมีการเผยแพร่ให้กับพนักงานทั้งหมด ในวิธีการเดิมนั้นจำเป็นต้องใช้กระดาษเป็นจำนวนมาก ในการทำสำเนา และยังติดปัญหาที่จะต้องปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัย
    การนำอินทราเน็ตมาใช้ สำหรับข้อมูลส่วนนี้ จะช่วยประหยัดกระดาษ และสามารถกระจายข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว และมีข้อมูลทันสมัยตลอดเวลา ตัวอย่างข้อมูลที่ควรนำมาใช้ในระบบนี้คือ
    คู่มือพนักงาน, คู่มือประกันสุขภาพ, ระเบียบและผลประโยชน์ จากการประกันสังคม, ผลประโยชน์การประกันชีวิตหมู่,ระเบียบการลาต่างๆ, วิธีการขอจัดซื้อ, วัสดุอุปกรณ์,การลาของพนักงานแต่ละคน, จำนวนวันที่เหลือสำหรับการพักร้อน (ข้อมูลส่วนนี้ต้องเข้ารหัส และเปิดดูได้เฉพาะพนักงานแต่ละคน)
    นอกจากนั้น ยังมีเรื่องของการประกาศต่างๆ เช่น ประกาศ พนักงานเข้าใหม่, พนักงานลาออก ไล่ออก,การเลื่อนตำแหน่ง, การย้ายสังกัด,ประกาศการฝึกอบรม, รายการอาหารของห้องอาหาร
    ข้อมูลอื่นๆได้แก่ รายชื่อพนักงานและต้นสังกัด รวมทั้งเบอร์โทรศัพท์ภายใน รายละเอียด E-mail address ของพนักงานแต่ละคน เป็นต้น
    1.2 ข้อมูลสารสนเทศและระบบคอมพิวเตอร์ ได้แก่ข้อมูลประเภท การตอบคำถามและให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคหรือที่เรียกว่า Help-desk,วิธีการใช้งานคอมพิวเตอร์, คู่มือการใช้งานโปรแกรมต่างๆ, ระเบียบและวิธีการปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้งานระบบเครือข่ายของบริษัท
    1.3 การบริหารและการตลาด งานส่วนนี้ต้องการข้อมูลเช่น บัญชีทางการเงิน- การบริหาร, ยอดขายของบริษัท, ส่วนแบ่งทางการตลาด, ข้อมูลลูกค้า (ข้อมูลส่วนนี้ ต้องใช้รหัสผ่านจึงจะสามารถเข้าไปใช้ข้อมูล ได้เนื่องจากเป็นข้อมูลสำคัญ)

2. ข้อมูลสำหรับการทำงานในบริษัทสถาปนิก เพื่อให้การวิเคราะห์เป็นหมวดหมู่ จึงขอแบ่งข้อมูลส่วนนี้ตามแต่ละส่วนงานดังนี้

2.1 งานส่วนออกแบบ ข้อมูลที่ใช้คือ มาตรฐานการออกแบบ (Design guide), มาตรฐานของอาคาร, การออกแบบ โปรแกรม อาคาร, ตัวอย่างอาคารประเภทต่างๆ (Building type) ในรูปแบบ สองมิติ และ สามมิติ, กฎหมาย ควบคุมอาคารต่างๆ,ข้อบัญญัติเกี่ยวกับอาคาร, ข้อกำหนด ด้านผังเมือง,ตัวอย่าง และวิธีการนำเสนอ, ผลงานด้านสถาปัตยกรรม, กำหนด เวลาทำงาน ของโครงการ
2.2 งานส่วนเขียนแบบ ส่วนงานนี้ ใช้ข้อมูลดังนี้คือ แบบร่าง และแบบพัฒนาทางสถาปัตยกรรม, มาตรฐาน การเขียนแบบก่อสร้าง, แบบรายละเอียด งานก่อสร้างมาตรฐาน (Standard construction detail), รายการวัสดุก่อสร้าง, รายละเอียดวัสดุก่อสร้าง และเทคนิคการก่อสร้าง, กำหนดเวลาทำงานของโครงการ
2.3 งานส่วนประมาณราคา ข้อมูลที่ใช้ ได้แก่ ราคาวัสดุก่อสร้าง, ค่าแรงงานในการก่อสร้าง สำหรับงานก่อสร้างแต่ละชนิด, แบบร่างและแบบพัฒนาทางสถาปัตยกรรม, แบบก่อสร้างทางสถาปัตยกรรม, แบบก่อสร้างทางวิศวกรรม, กำหนดเวลาทำงานของโครงการ
2.4 ส่วนจัดทำรายการประกอบแบบ รายละเอียดของข้อมูลได้แก่ รายละเอียดวัสดุก่อสร้าง, วิธีการติดตั้งวัสดุก่อสร้างชนิดต่างๆ, ข้อมูลและรายชื่อผู้ผลิตและขายวัสดุก่อสร้าง, เงื่อนไขการสั่งซื้อวัสดุและการรับประกัน, แบบก่อสร้างทางสถาปัตยกรรม, แบบก่อสร้างทางวิศวกรรม,กำหนดเวลาทำงานของโครงการ
2.5 ส่วนบริหารโครงการ ข้อมูลที่ใช้ได้แก่ ค่าใช้จ่าย และงบประมาณในการจัดทำโครงการ, รายได้จากโครงการ, ราคากลางค่าก่อสร้างอาคารของโครงการ, รายละเอียดโครงการในด้านต่างๆ เช่น บุคลากร และตำแหน่งของพนักงานในโครงการนั้นๆ, รายชื่อบริษัทผู้ร่วมงานในโครงการ, รายชื่อและรายละเอียดผู้รับเหมา, กำหนดเวลาทำงานของโครงการ, ความล่าช้าหรือเสร็จก่อนเวลาของโครงการ

บทที่ 6 ขั้นตอนการนำระบบ อินทราเน็ต มาใช้งาน

แบ่งออกเป็นสองแนวทาง คือ ขั้นตอนการพัฒนาอินทราเน็ตทางด้านเทคนิค และ ขั้นตอนการพัฒนาอินทราเน็ตทางการบริหารและการจัดการ ซึ่งจะต้องดำเนินการทั้งสองแนวทางพร้อมๆกัน จึงจะสามารถทำให้ระบบ อินทราเน็ต เสร็จสมบูรณ์ รายละเอียดของแต่ละแนวทางมีดังนี้

1. ขั้นตอนด้านเทคนิค ได้แก่

1.1 ติดตั้งการสื่อสาร TCP/IP เข้าในระบบ LAN ของบริษัท เนื่องจากระบบ แลนทั่วไปจะไม่มีโปรโตคอล นี้ติดตั้งอยู่ การใช้ TCP/IP เพื่อให้เป็นเครือข่าย อินทราเน็ต ตามมาตรฐาน ของ เครือข่าย อินเตอร์เน็ต นั่นเอง
1.2 ลงทะเบียนเครื่อง IP ขององค์กร เมื่อเริ่มใช้ TCP/IP จะต้องลงทะเบียนเลข IP ขององค์กร ซึ่งถ้าบริษัทของเรา วางแผนที่จะเชื่อมต่อ อินทราเน็ต กับ อินเตอร์เน็ต ในปัจจุบัน หรือ อนาคตอันใกล้ (ไม่เกิน 2 ปี) ควรดำเนินการลงทะเบียนขอหมายเลข IP
โดยในประเทศไทยสามารถติดต่อขอเลข IP ที่ NECTEC ซึ่งเป็นองค์กรที่ดูแลเลขหมาย IP ของประเทศไทย ถ้าลงทะเบียนแล้วเลข IP ขององค์กรของเราจะเป็นหมายเลขเฉพาะที่ไม่ซ้ำกับผู้ใดในโลก
ถ้าแน่ใจว่าองค์กรของเราไม่เชื่อมต่อกับ อินเตอร์เน็ต อย่างแน่นอน หรือ อาจเชื่อมต่อแต่เป็นเรื่องของอนาคตอีกนาน เราไม่จำเป็นต้องลงทะเบียน สามารถกำหนดหมายเลข IP ของเราได้เองอย่างอิสระ
1.3 ติดตั้ง Gate Way เพิ่มเติม กำหนดหมายเลข IP กับเครื่องและเครือข่ายย่อย ถ้าต้องการเชื่อมต่อ อินทราเน็ต ของเรากับเครือข่าย O/S อื่นต้องทำการติดตั้ง Gate Way เพิ่มเติม
1.4 ติดตั้ง Web Server โดยอาจใช้ Server ตัวเดิมที่มีอยู่ ถ้าระบบปฏิบัติเครือข่ายเป็น NetWare จะต้องซื้อโปรแกรม Web Server เพิ่มเติม แต่ถ้า Server เป็น Windows NT 4.0 ซึ่งมีโปรแกรม Web Server ติดตั้งมาบนระบบปฏิบัติการอยู่แล้ว
1.5 ติดตั้งโปรแกรม Web Server อื่นๆ ตามที่ต้องการเช่น Electronic Mail Server, News Server และหรือ Fire Wall ถ้าจำเป็น เป็นต้น เนื่องจาก Web Server เป็นหัวใจของระบบ อินทราเน็ต เพราะต้องให้เชื่อมโยงกับ Homepage ขององค์กร รวมทั้งข้อมูลข่าวสารขององค์กรทั้งหมด
ดังนั้นการเลือกใช้อุปกรณ์ ฮาร์ดแวร์ และ ซอฟต์แวร์ จะต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง ถ้ามีงบประมาณมากพอ ควรแยกติดตั้ง Web Server ไว้บน Server ต่างหาก จะทำให้การบริหารการจัดการง่ายดายขึ้น และไม่ต้องเสี่ยงกับความล้มเหลวของระบบเดิม โดยเฉพาะ ถ้า อินทราเน็ต ที่เราติดตั้งใหม่อาจก่อให้เกิดความเสียหายของการทำงานตามปรกติ
1.6 สร้าง,ย้ายข้อมูลและแปลงข้อมูลต่างๆ ที่จะใช้ใน อินทราเน็ต โดยอาศัยเครื่องมือและโปรแกรมช่วยเหลือ ดังที่กล่าวมาแล้วในช่วงแรก สำหรับองค์กรสถาปนิกสิ่งที่ต้องดำเนินการแรกๆ คือ งานเทคนิคเกี่ยวกับข้อมูลแบบก่อสร้าง (รูปแบบของ *.DWG) และการพัฒนาข้อมูลในรูปแบบ VRML (The Virtual Reality Modeling Language) เป็นต้น
1.7 ติดตั้ง เวปเบราเซอร์ บนเครื่องลูกข่ายทุกเครื่อง และถ้าเป็นเครื่องที่ใช้ Windows 3.11 จะต้อง ติดตั้งโปรแกรมที่เชื่อมต่อกับ โพรโตคอล TCP/IP เช่น Win Sock เพิ่มเติม รวมทั้งโปรแกรม อื่นๆที่จำเป็นเช่น Plug-ins ใน เวปเบราเซอร์ สำหรับ VRML เช่น Live 3D และตัวอ่านข้อมูล CAD/CAM เป็นต้น
เมื่อติดตั้งระบบเรียบร้อยแล้ว เราก็สามารถเริ่มใช้งาน อินทราเน็ต ได้ในทันที

2. ขั้นตอนการบริหาร-การจัดการ

2.1 วางเป้าหมายการพัฒนา ระบบอินทราเน็ต ขององค์กรให้ชัดเจน และต้องเป็นเป้าหมายที่วัดผลได้ และมีกำหนดเวลาสัมฤทธิ์ผลที่แน่นอน รวมทั้งข้อดีที่นำ อินทราเน็ต มาใช้และผลประโยชน์ที่องค์กร จะได้รับจากการทำงานในครั้งนี้
2.2 วางแผนการทำงาน โดยแบ่งแยกงานแต่ละช่วงให้ชัดเจน พร้อมกำหนดเวลาแล้วเสร็จของงานทุกขั้นตอน
2.3 ประมาณการค่าใช้จ่ายทั้งหมด แบ่งเป็น ฮาร์ดแวร์, ซอฟต์แวร์, ค่าแรงงานในการปฏิบัติการ และค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม
2.4 นำเสนอโครงการทั้งหมดพร้อมงบประมาณขออนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท หลังจากได้รับอนุมัติแล้วจึงดำเนินการขั้นต่อไป
2.5 ทำการศึกษาเอกสารของแต่ละส่วนงานในองค์กรอะไรบ้าง และหรือมีบุคลากรคนใดใช้ข้อมูลจากระบบฐานข้อมูลใดบ้าง สำหรับบริษัท สถาปนิก ต้องดูเกี่ยวกับข้อมูลโครงการว่าข้อมูลใดบ้าง มีความสำคัญมากน้อยเพียงใด สามารถเปิดเผยได้ หรือเป็นความลับโดยแบ่งระดับความสำคัญ และความปกปิดของข้อมูล แล้วนำข้อมูลเหล่านี้ มาวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของแต่ละส่วนงาน (ดูรูปประกอบหน้าถัดไป) นำมาเขียนผังเพื่อการแสดงการกระจายของข้อมูล
2.6 หาแนวร่วม หรือ หน่วยงานอาสาสมัครที่จะมาทดลองใช้งานระบบ อินทราเน็ต ที่เราได้จัดตั้ง ขี้น เพื่อเป็นการประเมินผลการใช้งานในช่วงแรก ผลจากการทดลองใช้ของหน่วยงานนี้สามารถนำข้อผิดพลาดต่างๆ มาแก้ไขก่อนดำเนินการจริงได้เป็นอย่างดี
นอกจากนั้นกลุ่มทดลองกลุ่มนี้ ยังเป็นหัวหอกในการใช้งานและช่วยกระจายข่าวสารการใช้ อินทราเน็ต ให้กับผู้อื่นๆในองค์กรอีกด้วย และสำหรับผู้ใช้งานชุดแรก เรายังอาจได้บุคคลที่นำมาใช้ช่วยอบรมพนักงานคนอื่นๆ ในการใช้ อินทราเน็ต ต่อไปในอนาคต
2.7 แปลงข้อมูล ขั้นต่อไปคือ ดำเนินการแปลงข้อมูล ข่าวสาร แบบก่อสร้าง ทั้งที่อยู่ในรูปแบบกระดาษ และ หรือข้อมูลอิเล็กโทรนิคส์ ลงในรูปแบบของ อินทราเน็ต โดยแบ่งระดับการใช้และรักษาความปลอดภัย ในระดับที่ถูกต้องตามข้อมูลที่ได้รับตั้งแต่ขั้นตอนแรกๆ
2.8 จัดทำคู่มือวิธีการใช้ โดยแบ่งเป็นสองระดับคือ แบบคร่าวๆ เพื่อใช้ในการส่งเสริมการใช้งานสำหรับพนักงานทั่วไปทั้งองค์กร และ คู่มือแบบรายละเอียด สำหรับพนักงานที่ต้องใช้งานอย่างจริงจัง
2.9 เปิดตัวระบบ อินทราเน็ต ของบริษัท พร้อมกับกระจายเอกสารวิธีการใช้งาน ไปให้พนักงานทุกคนอย่างทั่วถึง โดยในเอกสารควรบอกถึงข้อดีของระบบนี้ด้วย
2.10 จัดอบรมพนักงานขององค์กร ในการใช้งานระบบ โดยแบ่งกลุ่มและประเภทของผู้ใช้ตามสายงานที่ใช้ และระดับความรู้ความสามารถของพนักงานแต่ละคน
2.11 ประเมินผล หลังจากองค์กรเริ่มใช้ระบบ อินทราเน็ต ไปแล้วระยะหนึ่ง (ไม่ควรน้อยกว่าสามเดือน แต่ไม่ควรเกินหกเดือน) ให้ทำการประเมินผลการใช้งาน หาข้อจำกัดที่เกิดจากระบบ สรุปผลส่งให้คณะกรรมการบริษัท
2.12 ปรับปรุงระบบงาน นำข้อสรุปที่ได้ทั้งหมดมาแก้ไขปรับปรุงระบบงาน ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นๆต่อไป

รูปแสดงการแบ่งส่วนงานและการใช้ข้อมูลของ ระบบอินทราเน็ตในบริษัทสถาปนิก

บทที่ 7 การรักษาความปลอดภัยของระบบ

ในการสร้างระบบอินทราเน็ตขึ้นมานั้น เรื่องที่ไม่อาจลืมได้เรื่องหนึ่งคือความปลอดภัยของข้อมูล
ในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลอาจแบ่งได้เป็นสองส่วนใหญ่ๆได้ดังนี้ คือ การป้องกันความปลอดภัยจากผู้บุกรุกจากภายนอก และการแบ่งการเข้าถึงข้อมูลของพนักงานแต่ละระดับในองค์กร

1. การป้องกันความปลอดภัยจากผู้บุกรุกจากภายนอก นอกจากการป้องกันทางกายภาพ ที่จะไม่ให้บุคคลแปลกปลอมมาแอบใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ขององค์กรแล้ว
เรายังจำเป็นต้องสร้างระบบป้องกันการบุกรุกทางการสื่อสารจากภายนอก ถ้าเราได้เชื่อมต่อระบบกับอินเตอร์เน็ตอีกด้วย ในการสร้างระบบนี้จำเป็นต้องใช้เครื่องมือชนิดหนึ่งที่มีชื่อเรียกว่า Firewall
ระบบนี้จะทำหน้าที่คอยตรวจสอบผู้ที่จะเข้ามาในระบบ และป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่มีสิทธิใช้ข้อมูลผ่านเข้ามาในระบบได้

2. การแบ่งการเข้าถึงข้อมูลของพนักงานแต่ละระดับในองค์กร จากข้อที่หนึ่งเราทราบว่ามีการบุกรุกจากบุคคลภายนอกได้ แต่จากการสำรวจพบว่าความเสียหาย และการรั่วไหลของข้อมูลเกินกว่า % มาจากพนักงานภายในองค์กรนั้นเอง
ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว การพัฒนาระบบอินทราเน็ตจึงจำเป็นต้องแบ่งระดับและกำหนดสิทธิการเข้าถึงและสิทธิในการเปลี่ยนแปลงข้อมูล
โดยแบ่งสิทธิต่างๆดังกล่าวตามระดับพนักงาน และตามความจำเป็นในการทำงาน
ความสามารถนี้มีอยู่ใน Web Server หลายๆตัวเช่น Novell Intranetware ,Oracle Web Server ,หรือแม้แต่ Web Server ที่มากับ Windows NT 4.0 ก็ตาม
ในการกำหนดการเข้าถึงและสิทธิการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลจะขึ้นอยู่กับนโยบายขององค์กรนั้นเป็นสำคัญ

บทที่ 8 รายละเอียดของ VRML

เนื่องจากการนำอินทราเน็ต มาใช้กับบริษัทสถาปนิกนั้น มีองค์ประกอบหนึ่งที่เป็นส่วนสำคัญ และน่าจะมีประโยชน์ สำหรับองค์กรเป็นอย่างมาก คือ VRML
เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวในปัจจุบัน ที่สามารถตอบสนองความต้องการของสถาปนิกผู้ออกแบบ เพื่อจำลองตัวอาคารในรูปแบบ 3 มิติ และการเคลื่อนที่เข้าไปภายในตัวอาคาร เสมือนกับได้เข้าไปอยู่ในตัวอาคารได้อย่างสมจริง และง่ายดาย
ดังนั้นจึงขอนำข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับระบบนี้มานำเสนอไว้ในรายงานฉบับนี้ด้วย เพื่อความสมบูรณ์ของเนื้อหา ดังมีรายละเอียดดังนี้

1. ประวัติของของ VRML
VRLM เป็นที่รู้จักกันเป็นครั้งแรก ในปี ค.ศ. 1994 ที่การประชุม World Wide Web ประจำปี ณ เมืองเจนนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ โดยนาย Tim Berners-Lee และนาย Dave Raggett
การสัมมนาในครั้งนี้เป็นหัวข้อเรื่อง “a Birds-of-a-Feather” หรือ BOF เป็นการเสนอแนวความคิดที่จะเชื่อมต่อ VR (Virtual Reality หรือโลกจริงเสมือน) เข้ากับ WWW ในรูปของการทำงานภายในโลกกราฟฟิก 3 มิติ (3D-Graphics) ซึ่งมีการติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันได้ โดยใช้ภาษาคอมพิวเตอร์ชนิดใหม่ในการสร้างฉาก 3 มิติ และมีความสามารถในการเชื่อมโยง (Hyperlink) ข้อมูลบน WWW คล้ายกับการทำงานของภาษา HTML หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็น Virtual Reality HTML
ในครั้งแรกได้ให้ชื่อของภาษาคอมพิวเตอร์ชนิดใหม่นี้ว่า Virtual Reality Markup Language (VRML) แต่หลังจากนั้นชื่อของภาษาได้เปลี่ยนเป็น Virtual Reality Modeling Language แทน ซึ่งสื่อความหมายในการสร้างภาพจำลองทางกราฟฟิกแบบ 3 มิติ ได้ดีกว่าชื่อเดิม

2. ประโยชน์ของ VRML ในบริษัทสถาปนิก โดยสามารถจำแนกประโยชน์ในการนำ VRML มาใช้ในระบบอิทราเน็ตได้ดังนี้

2.1 เพื่อเป็นการรวบรวม ข้อมูลที่เป็นแบบทางสถาปัตยกรรม ในรูปแบบ 3 มิติ ทำให้สะดวกต่อการศึกษา สำหรับเป็นแนวทางในการออกแบบโครงการอื่นๆ ต่อไป
2.2 เพื่อนำเสนอแบบสถาปัตยกรรม ต่อผู้บริหารของบริษัท หรือคณะทำงานในโครงการนั้นๆ ได้อย่างสมจริง และรวดเร็ว
2.2 สามารถนำเสนอแบบสถาปัตยกรรม ให้กับลูกค้าได้อย่างสะดวกรวดเร็ว โดยผ่านระบบอินเตอร์เน็ต

3. วิธีการใช้งาน VRML คุณสมบัติที่ดีข้อหนึ่งของ VRML คือ สามารถใช้งานได้ โดยไม่จำกัด ชนิดของ เครื่อง คอมพิวเตอร์ หรือ Platform เพราะใช้รหัสพื้นฐาน (Source Code) ในรูปแบบเดียวกันหมด ดังนั้น จึงสามารถ ทำงานได้ บนทุกเครื่องที่สามารถใช้ VRML-Browser ได้
นอกจาก VRML จะมีคุณสมบัติ เด่น ในการแสดง ภาพ กราฟฟิก 3 มิติแล้ว ข้อได้เปรียบอีกประการหนึ่งของ VRML คือ ความ สามารถ ในการ เชื่อมต่อ และ แลกเปลี่ยนข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตได้
แต่ปัญหา คือ ส่วนใหญ่แล้วไฟล์ VRML จะถูกสร้างขึ้นมา เพื่อบรรยายหรือจำลองโลกเสมือนแบบ 3 มิติ ที่มี รายละเอียด มาก ดังนั้นขนาดของไฟล์ จะค่อนข้างใหญ่ ในการใช้งาน จึงควรเลือกใช้โมเด็มที่มีความเร็วสูง (อย่าง ต่ำไม่ควร น้อยกว่า 56 KBPS)
และเนื่องจาก VRML เป็นเพียงไฟล์ ASCII ธรรมดาๆ ที่มีนามสกุลเป็น .wrl ดังนั้น ถ้าเราต้องการเก็บไฟล์ที่เราเขียนไว้บน Server หรือ Web-Site จึงจำเป็นต้องกำหนดระบบคอมพิวเตอร์ ให้สามารถ อ่านไฟล์ .wrl ได้ และ ยังต้องเซ็ทให้ตัว Browser หรือตัวอ่านไฟล์ของเราให้รู้จักไฟล์ .wrl ด้วย เช่น Netscape Navigator version 2.00 จะต้องใช้ Live3D เป็น Plug-ins เพื่อช่วยในการอ่านและแปลไฟล์ VRML ถ้าเป็น Microsoft Internet Explorer จะต้องเซ็ทให้ ActiveX Plug-ins ทุกตัวทำงาน เป็นต้น

loading...Please wait...............................
ตัวอย่าง จำลอง ที่แสดงความรู้สึกของการใช้ VRML ทำแบบนำเสนอ จะได้ความรู้สึกเหมือน เข้าไปใน งานสถาปัตยกรรม นั้น

สรุป

จาก ข้อมูล และการวิเคราะห์ที่ ปรากฏในบทความนี้ ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ระบบอินทราเน็ต เป็นเทคโนโลยี ที่ น่าสนใจ และ มีประโยชน์อย่างยิ่ง กับทุกองค์กร โดยเฉพาะกับบริษัทสถาปนิก ดัง ปรากฏ ข้อมูล ที่แสดงไว้แล้ว ในบทความนี้

การพัฒนาระบบ จริง โดยเฉพาะ ช่วงติดตั้ง ระบบ ฮาร์ดแวร์ และ ซอฟต์แวร์ จำเป็นต้องอาศัยผู้มีประสบการณ์ และ ผู้มีความชำนาญ ในการทำงานจริง มาช่วยเหลือ จะสามารถ ทำให้การติดตั้งเป็นไปอย่างราบรื่น

แต่ปัญหา และ งานที่ยากที่สุด ในการพัฒนาระบบนี้ คือ การนำเสนอข้อมูล และพัฒนาข้อมูล รวมทั้ง การบริหาร ระบบ ให้มีการ ใช้งาน อย่างมี ประสิทธิภาพ จึงเป็นเรื่องที่ยากลำบากที่สุด ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ให้กับ องค์กร ของเรา นั่นเอง

หมวดหมู่:คุยทั่วๆไป
  1. ยังไม่มีความเห็น
  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: